Let's have fun Searching!!!
- - - - - - - - - - - - - - - - - - -
  Home
ความเป็นมา Q & E
สู่การเรียนรู้แบบ 3 มิติ
หลักสูตรเปิดสอน
  Package ประจำเดือน
  วิธีการลงทะเบียน
In-House Training
  ประเภทกลุ่มธุรกิจและองค์กร
โปรแกรมเสริมพิเศษ
ตารางเรียนตลอดปี 51
แลกเปลี่ยนประสบการณ์
ภาพบรรยากาศ
งานช่วยเหลือสังคม
ถามมา-ตอบไป
กิจกรรม
ติดต่อลงโฆษณา
  การเดินทาง
  Web Links
  ข่าวอื่นๆ ที่ผ่านมา
แผนผังเว็บไซต์
             
            
ูหลักสูตรที่เปิดสอน
 
ตารางเรียนปี 2551  l  เรียนฟรี  l  Testimonials  l  In-House Training
 


    


 เราคือสถาบันแรกที่คิดค้นหลักสูตรและสอนแนว Sentence Structure

        เพราะหลักสูตรที่ฝรั่งคิดขึ้นมาเพื่อสอนฝรั่ง ไม่สามารถใช้กับคนไทยให้ประสบความสำเร็จในการเรียนภาษาอังกฤษ
ได้ทั้งหมด และนี่คือที่มาของหลักสูตรภาษาอังกฤษที่คนไทยคิด เพื่อคนไทยให้เรียนภาษาอังกฤษได้เข้าใจง่าย ไม่ต้อง
ใช้เวลานาน เพื่อความสำเร็จในการพูด และเขียนให้ได้มาตรฐานเท่าเจ้าของภาษา

 

 
  หลักสูตรที่เปิดสอน
 
  Build up English View>
 
  Strong Base for Structure View>
 
  Sentence Structure View>
 
  Applying Thai to English (Clause) View>
 
  Applying Thai to English (Phrase) View>
 
  View>
 
  View>
 
  I Can Speak 1-2 View>
 
  Business Conversation 1-2 View>
 

 

ฺ Build up English  

วัตถุประสงค์

       เรียกคืนความมั่นใจที่ห่างหายไปสำหรับผู้ที่ต้องการปูพื้นฐานภาษาอังกฤษใหม่ โดยเน้นการเรียนรู้ประเภทและ
หน้าที่ของคำ (Part of Speeh) ซึ่งเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของภาษาแต่ขาดไม่ได้เพราะเราจะต้องใช้ประกอบโครงสร้าง
โดยรวมต่อไป หลักสูตรนี้เป็นการปูพื้นฐานใหม่อีกครั้งให้มั่นคง จนสามารถที่จะเลิกกังวลเรื่องพื้นฐานภาษาอังกฤษ
ที่เคยสร้างความสับสนจนต้องเรียนแล้วเรียนอีก



    

Strong Base for Structure  

วัตถุประสงค์ของ Strong Base for Structure

         เพื่อปูพื้นฐานให้กับผู้เรียนที่มีพื้นฐาน Grammar อ่อนหรือผู้ที่ทิ้งภาษาอังกฤษไปนาน หลักสูตรนี้จะช่วยปรับพื้นฐานความรู้ไวยากรณ์ แบบค่อยเป็นค่อยไปที่ละเรื่อง เพื่อให้พร้อม และง่ายต่อการทำความเข้าใจในการเรียนโครงสร้างภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นเนื้อหาหลักในหลักสูตร Sentence Structure

เนื้อหาของบทเรียน

  1. เรียนรู้กฎ Grammar พื้นฐานที่จำเป็นต้องใช้ เช่นตำแหน่งและหน้าที่ของ noun, pronoun ,adjective, adverb การแยกประเภทของ verb เช่น intransitive verb (vi), transitive verb (vt), linking verb (lv), active voice, passive voice
  2. ฝึกความชำนาญในการแต่งประโยคบอกเล่า ปฏิเสธ และคำถาม ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นและต้องใช้ในชีวิตประจำวันและงานธุรกิจ
  3. รู้จักและเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่าง Verb และ verbal phrase เพื่อสามารถนำไปใช้ได้อย่างถูกวิธีี



    

Sentence Structure  

วัตถุประสงค์ของ Sentence Structure

        สอนหัวใจหลักของโครงสร้างประโยคภาษาอังกฤษ (Sentence Structure) ทั้งระบบก่อนเข้าสู่ไวยากรณ์ปลีกย่อย ที่จะทำให้ผู้เรียนสามารถพูดได้ เขียนเป็นใน 1 เดือน ด้วย 7 สูตรทอง ซึ่งเป็นวิธีลัดที่ผู้เรียนสามารถเข้าใจโครงสร้างตั้งแต่ประโยคพื้นฐานง่ายๆ ไปจนถึงโครงสร้างซับซ้อนที่นิยมใช้กันทั่วโลก รวม 24 แบบ วิธีการนี้จะช่วยให้ผู้ที่เรียนภาษาอังกฤษมาตลอดนับ 10 ปี แต่ยังไม่สามารถนำไปใช้งานได้ หรือผู้ที่ยังรู้สึกว่าภาษาอังกฤษเป็นเรื่องยุ่งยาก สับสน ยากที่จะนำไปพูดหรือเขียนได้ดังใจสามารถพลิกมุมมองใหม่ให้รู้สึกง่าย สนุกและมีกำลังใจในการเรียนมากขึ้นถึง 85% เพราะหลักสูตรที่ว่านี้สามารถประมวลความรู้ภาษาอังกฤษที่เรียนมานับ 10 ปี ให้นำไปใช้พูดและเขียนเพื่อให้ชาวต่างชาติเข้าใจได้จริงภายใน 1 เดือน ด้วยการสร้างความเข้าใจแบบใหม่ที่ได้ผลให้กับผู้เรียน

เนื้อหาของบทเรียน

  1. สอนโครงสร้างภาพรวมของภาษาอังกฤษทั้งหมด ว่าเวลาที่ชาวต่างชาติพูด หรือเขียนยาวๆ ก็มีอยู่แค่นี้และมีหลักในการใช้อย่างไร อธิบายเฉพาะ Grammar ที่จำเป็น และทบทวนโครงสร้างก่อนที่จะเริ่มฝึกทำแบบฝึกหัด
  2. ฝึกแปลประโยคจากภาษาไทยให้เป็นภาษาอังกฤษ การทำแบบฝึกหัดในช่วงแรก จะให้ฝึกเขียนแบบมีโครงสร้างบังคับ เมื่อเกิดความชำนาญแล้ว จะให้เริ่มทำแบบฝึกหัดการแปลประโยคภาษาไทย ให้เป็นภาษาอังกฤษแบบไม่มีโครงสร้างบังคับ โดยให้สังเกตรูปประโยคตามสูตรที่ได้ให้ไว้


    


Applying Thai to English (Clause)  

วัตถุประสงค์ของ Applying Thai to English (Clause)

        ฝึกทักษะในการมองความแตกต่างระหว่างโครงสร้างภาษาไทย กับโครงสร้างภาษาอังกฤษในส่วน ที่ไม่เหมือนกัน ฉะนั้น เมื่อเราเข้าใจหลักการว่าทำไมชาวต่างชาติถึงใช้แบบนี้ เวลาเรานำมาเขียนหรือพูดภาษาอังกฤษจากความคิดภาษาไทยล้วนๆ จึงสามารถแปลงเป็นภาษาอังกฤษได้ถูกต้องและได้ตรงกับเนื้อหาที่คิดไว้ หลักสูตรนี้จะเน้นในส่วนของ Dependent Clause ซึ่งมีอยู่ 3 ประเภทคือ Noun Clause, Adjective Clause, Adverb Clause

เนื้อหาบทเรียน

  1. สอนเรื่องการใช้ Noun Clause , Adjective Clause, Adverb Clause โดยชี้ให้เห็นลักษณะ หน้าที่ รูปแบบของ Clause แต่ละชนิด และชี้ให้เห็นความแตกต่างของภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
  2. ทำโจทย์ผสมในลักษณะแปลงประโยคจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษให้ถูกต้อง เพื่อให้ผู้เรียนมีความชำนาญในการดูว่าประโยคภาษาไทยเช่นใด ควรใช้ Clause ประเภทไหนและใช้ได้ถูกโครงสร้างเพียงใด



    

Applying Thai to English (Phrase)  


วัตถุประสงค์ของ Applying Thai to English
(Phrase)

  1. ให้ผู้เรียนฝึกทักษะในการใช้ verbal phrase* และรู้ว่าโครงสร้างภาษาไทยแบบใดควรใช้ verbal phrase ประเภทใด เมื่อจบหลักสูตรนี้ ผู้เรียนจะมีความชำนาญในการใช้ verbal phrase ในส่วนต่างๆ ของโครงสร้างประโยคอังกฤษ เช่นใช้เป็นประธาน เป็นกรรม เป็นส่วนขยายความ เป็นต้น และให้รู้จักโครงสร้างของรูปแบบการเชื่อมคำ หรือข้อความ ที่รู้จักกันในหลักการของการ Compound ในประโยคภาษาอังกฤษ
  2. ให้รู้จัก Complement ในรูปแบบพิเศษ กับกริยาพิเศษบางจำพวก ซึ่งถ้าไม่เข้าใจ จะทำให้แปลความหมายได้ยาก และไม่เข้าใจรูปแบบโครงสร้างประโยคที่ว่านี้
  3. เรียนรู้คำกริยาในกลุ่ม Verb of feeling ทั้งรูปแบบ และวิธีการใช้ เพื่อให้รู้จักเลือกใช้ให้ถูกความหมายที่ต้องการ
หมายเหตุ verbal phrase* เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องรู้ในการใช้ภาษาอังกฤษ ถ้าไม่เข้าใจ จะทำให้มีปัญหาในการเรียนและการใช้ภาษาอังกฤษค่อนข้างมาก

เนื้อหาของ Applying Thai to English (Phrase)
  1. เข้าใจวิธีการ compound ในส่วนต่างๆ ใน Simple Sentence เช่น การ compound subject, compound verb, compound adjective, etc.
  2. รู้หน้าที่ ตำแหน่ง และการเลือกใช้ verbal ในส่วนต่างๆ ของ Simple Sentence อย่างถูกความหมายว่าเมื่อใดควรใช้ gerund, to infinitive, present participle, past participle
  3. ให้รู้จัก Verb บางตัวแต่มีความสำคัญที่สามารถทำหน้าที่ได้ทั้งเป็น linking verb, action verb รวมถึงคำกริยาในกลุ่ม Verb of feeling ซึ่งมีผลแตกต่างกันในเรื่องโครงสร้างประโยคและความหมายที่เลือกใช้


    


 



        ฝึกการเขียนในรูปแบบ paragraph ที่ดี ด้วยการหลีกเลี่ยงโครงสร้างผิดๆ 13 โครงสร้าง ที่เรียกว่า “ Basic Sentence Faults” ผู้เรียนจะเห็นภาพรวมของงานเขียนตนเอง ทำให้สามารถวิเคราะห์ประโยคภาษาอังกฤษตรวจเช็คความถูกต้อง และปรับแต่งงานเขียนของตนให้กระชับ ได้ใจความที่ชัดเจนและตรงความหมาย


         ระวังการเขียนที่ผิดหลัก 13 โครงสร้าง (Basic Sentence Faults) ซึ่งทำให้งานเขียนถูกต้องมีประสิทธิภาพ สามารถแบ่งตามกลุ่มของรูปแบบ Sentence ได้ดังนี้

  1. ประโยค Simple Sentence โ่ครงสร้างรูปประโยคที่มักเขียนผิด ได้แก่ โครงสร้าง Choppy, Dangling, Fragment
  2. ประโยค Compound Sentence โ่ครงสร้างรูปประโยคที่มักเขียนผิด ได้แก่ โครงสร้าง Run-on, Faulty Co-ordination, Over-Compound
  3. ประโยค Complex Sentence โ่ครงสร้างรูปประโยคที่มักเขียนผิด ได้แก่ โครงสร้าง Faulty Subordination, Over-Complex, Mixed Sentence
  4. General mistakes โ่ครงสร้างรูปประโยคที่มักเขียนผิด ได้แก่ Split, Parallel, Omission, Shift




(ผิด) With reference to your quotation dated December 27th , 2003 about ball-point pens.

ตามโครงสร้างประโยคที่ถูกต้อง จะต้องมี Independence Clause [Subject – Verb – (Object) ]

ดังนั้น ประโยคดังกล่าวข้างต้นจึงผิด เนื่องจากประโยคไม่มี Independent Clause มีเพียง Modifier ประเภท Prepositional Phrase เท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับภาษาไทย จึงเป็นเพียงวลีลอยๆ ประโยคที่เขียนขึ้นจึงขาดใจความหลักในการสื่อความ

(ถูก) With reference to your quotation dated December 27th , 2003 about ball-point pens, we agree to your proposal and we are interested in placing a bulk order.

การแก้ไขประโยคให้ถูกต้อง จึงต้องเพิ่ม Independent Clause ซึ่งเป็นใจความหลักในการสื่อความ เพื่อให้ประโยคถูกต้องตามโครงสร้างภาษาอังกฤษ และหลักตรรกะของภาษา

        ดังนั้น ผลของการเรียนรู้ที่ให้ระวังการเขียนที่ผิดหลัก 13 โครงสร้าง สามารถทำให้ผู้เรียนเขียนงานเขียนได้อย่างถูกต้อง ทั้งรูปแบบ Sentence และ Paragraph ที่ถูกต้องและสวยงามได้ดังใจ


Writing Skills ( Concise )  


วัตถุประสงค์ของหลักสูตร Writing Skills ( Concise )


เพื่อพัฒนาหลักการเขียนให้สละสลวยยิ่งขึ้น ลดความยาวของรูปประโยคให้สั้นลงและกระชับความขึ้น (Diet of Sentence) นอกจากนี้ยังเน้นวิธีปรับแต่งประโยคให้มีสีสันชวนอ่าน และน่าติดตามมากขึ้น ด้วยการใช้เทคนิคการขึ้นต้นประโยคด้วยคำประเภทต่าง ๆ (Variety in Sentences)เช่น การเปิดประโยคด้วย verb, adverb หรือกลุ่มคำ (phrase) เช่น preposition phrase, verbal phrase หรือ อนุประโยค เช่น adverb clause เป็นต้น

เนื้อหาบทเรียน

  1. เรียนการลดรูป Dependent Clause (DC) ประเภท Noun Clause, Adjective Clause และ Adverb Clauseให้เป็น Noun, Adverb, Adjective, Preposition Phrase และ Verbal ต่างๆ
  2. ฝึกการเขียนขึ้นต้น (Opening)ประโยค ด้วยคำ (Word), Phrase, Clause ในรูปแบบที่ต่างกันออกไป เพื่อให้งานเขียนมีสีสัน ไม่จืดชืด ที่เรียกว่า Variety in Sentence รวมถึงการฝึกปรับแต่งประโยค ด้วยการขยายและเพิ่มเติมข้อมูลในส่วนต่างๆของ Independent Clause เช่นเพิ่มที่ส่วนหน้า (In the front of the sentence) ส่วนกลาง ( In the middle of the sentence) หรือส่วนท้าย ( At the end of the sentence)
  3. ฝึกทักษะในการเลือกใช้โครงสร้างต่างๆ ที่ได้เรียนมา เพราะในเนื้อความหนึ่งๆ สามารถเขียนออกมาได้ในหลายลักษณะ เช่น อาจจะเขียนออกมาได้เป็น Simple Sentence หรือ Compound Sentence หรือ Complex Sentence หรือ Compound-Complex Sentence ก็ได้
  4. นำทักษะการเขียนที่เรียนมาทั้งหมด เพื่อฝึกเขียนข้อความในรูปจดหมาย (Letter) บทความ (Passage)


    


I Can Speak 1-2  

         หลักสูตรที่สร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาสำหรับผู้ที่เรียนภาษาอังกฤษมานาน แต่ไม่สามารถพูดได้ หรือพูดเป็นประโยคไม่ได้อย่างที่คิดไว้ (พูดได้เพียงแค่ เป็นคำๆ) ด้วยวิธีการง่าย ๆ ที่จะสอนให้คุณเกิดความชำนาญในการพูด ภาษาอังกฤษได้อย่างที่คุณคิดอยากจะพูด เพื่อให้สามารถสนทนาโต้ตอบได้ทันท่วงที


จุดประสงค์ของ I can speak I

         เพื่อให้ผู้เรียนกล้าพูดเป็นสำคัญหลักสูตรนี้เน้นการสื่อความ มากกว่าเน้นถูกผิดเนื่องจากเรื่องของโครงสร้างและไวยากรณ์ ได้เรียนกันมาแล้วในหลักสูตร Strong Base, Structure, Applying Thai to English (Clause / Phrase)

ความรู้พื้นฐาน

  • เข้าใจองค์ประกอบของโครงสร้างประโยค (Subject, Verb, Object, Complement, Modifier)
  • รู้ว่า Clause, Phrase, Verbal มีหน้าตาอย่างไร แต่ละตัวทำหน้าที่อะไร

เหมาะสำหรับใคร
  1. สำหรับผู้ที่พูดอังกฤษพอได้ เช่น พูดได้เป็นคำๆ แต่ไม่ต่อเนื่อง
  2. สำหรับผู้ที่รู้สึกกังวลใจที่จะต้องพูดประโยคยาวๆ เพราะต้องใช้เวลาในการเรียบเรียงคำพูดนาน เนื่องจากนึกโครงสร้างประโยคไม่ทัน หรือไม่รู้ว่าโครงสร้างที่เรียนมาจะถูกนำมาใช้ได้อย่างไร ทำให้กลับไปสู่ความเคยชินที่พูดเป็นคำๆ แบบเดิมอีก
  3. สำหรับผู้ที่มีแรงจูงใจและมุ่งมั่นที่จะฝึกพูดประโยคให้ได้ในแต่ละแบบ จนเกิดเป็นความเคยชิน เช่นเดียวกับการท่องบทสนทนา เมื่อทำความรู้จักกับชาวต่างชาติเป็นครั้งแรก แต่การฝึกโครงสร้างที่ว่านี้คือการฝึกวิธีการใช้ ไม่ใช่บทท่องจำ จึงสามารถนำวิธีการไปปรับใช้ได้กับทุกสถานการณ์ เช่น
    - เมื่อคุณต้องการทำหรือให้ใครทำอะไร อย่าลืมใช้ to infinitive
    - ทุกเรื่อง ทุกเหตุการณ์ที่ใช้อารมณ์ ความรู้สึกในการทำอะไรบางอย่าง อย่าลืมใช้ v.to be + adjective + to infinitive
    - เมื่อต้องการพูดอธิบายเกี่ยวกับ ที่ไหน อย่างไร เมื่อไหร่ อย่าลืมใช้ Adverb Clause
    - Etc.

แนวคิด (Concept)

  1. ฝึกรูปประโยค โดยคำนึงถึงวัตถุประสงค์ ( วัตถุประสงค์กำหนดรูปแบบประโยค )
  2. ฝึกพูดรูปประโยคซ้ำๆ โดยใช้จินตนาการจากหลากหลายเรื่องราว และเหตุการณ์ทั่วๆ ไปให้มากที่สุด เพื่อให้คุณเข้าใจว่าจะใช้รูปประโยคเช่นนี้ ก็ต่อเมื่อวัตถุประสงค์เช่นนี้ หากจะเปรียบให้เห็นภาพการฝึกฝนให้ชัดเจนขึ้น ก็เปรียบได้กับการฝึกพิมพ์ดีด เมื่อเริ่มฝึกในเบื้องต้น คุณต้องเรียนรู้หลักการวางมือสัมผัสแป้นพิมพ์ จดจำตำแหน่งของตัวอักษร จากนั้นก็เริ่มฝึกพิมพ์สัมผัสพร้อมจดจำ จนกว่าคุณจะเกิดความชำนาญ และพิมพ์ได้อย่างคล่องแคล่วในที่สุด
  3. พยายามลดการใช้สรรพนาม I you me ให้มากที่สุด เปลี่ยนเป็นประธานหรือกรรมตัวอื่นๆ แทนเช่น the postman, the head of Faculty of Arts, the owner of the photoshop, a gardener, etc เพื่อให้นึกภาพเหตุการณ์ได้หลากหลายและชัดเจนมากยิ่งขึ้น เริ่มจากชีวิตประจำวันที่พบเห็นทั่วไป
  4. เมื่อพูดถึงคำนาม 1 ตัว ไม่ควรหยุดที่คำนามคำเดียว ควรฝึกการขยายคำนามตามที่ได้เรียนมาดังนี้

    ง่ายที่สุด Adjective + Noun The lovely girl....
      Noun + Preposition The girl near the door....
      Noun + Verbal The girl carrying a big bag...
      Noun + DC The girl who is carrying a big bag.....

  5. ไม่ต้องพูดเร็ว ให้พูดช้าๆ แต่พยายามนึกการใช้รูปประโยคให้เหมาะสม กับเหตุการณ์ที่จำลองขึ้นมา
วิธีการ
  • เป็น class ฝึกพูดที่อาจารย์จะเป็นเพียงผู้กำกับดูแลเท่านั้น คือคอยเสริมและกระตุ้นให้ผู้เรียนกล้าพูดเป็นสำคัญ สัดส่วนการสอน-การฝึกพูดระหว่างอาจารย์กับผู้เรียน คือ 20% - 80% เน้นฝึกคิดประโยคเองในแต่ละโครงสร้าง จนเกิดความคล่องตัว เมื่อผู้เรียนทำได้สำเร็จ ผู้เรียนจะสามารถสื่อความที่ยาวขึ้นในชั่วโมงท้ายๆ ของการเรียนได้ในที่สุด
  • ที่สำคัญ การฝึกคิดรูปประโยคเองมีผลอย่างมากกับการพูดได้คล่อง การฝึกใน class เรียนอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ ผู้เรียน I Can Speak I จะต้องกลับไปคิดรูปแบบประโยคเอง และทำการบ้านส่งอาจารย์ไม่ต่ำกว่า 30 ข้อต่อหนึ่งโครงสร้าง แล้วนำมาฝึกฝนกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนต่อในแต่ละสัปดาห์
  • พบกับวิธีการสอนและ Activities ต่างๆ ที่จะทำให้คุณรู้สึกว่าการพูดภาษาอังกฤษเป็นเรื่องธรรมดา ในชีวิตประจำวันของคุณตั้งแต่บัดนี้ด้วยหลักสูตร I Can Speak

จุดประสงค์ของ I Can Speak II

          มุ่งเน้นให้ผู้เรียนนำวิธีการฝึกพูดภาษาอังกฤษมาประยุกต์ใช้โดยสามารถแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆได้ เป็นหลักสูตรที่ทำให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะฟังและพูดควบคู่กันไป

วิธีการ
  1. ให้วิธีการฝึกทักษะภาษาอังกฤษ เพื่อให้ผู้เรียนนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน และมีการติดตามผลในทุกสัปดาห์
  2. ฝึกทักษะการฟังสำเนียงจากเจ้าของภาษา ทั้งจากแผ่นซีดีประกอบการสอนและการสัมภาษณ์พูดคุย กับชาวต่างประเทศ
  3. รูปแบบของการฝึกพูด จะเป็นทั้งการกล่าวบรรยายความคิดเห็นของผู้เรียนเอง การถามความคิดเห็นแบบจับคู่และแบบกลุ่ม รวมทั้งกิจกรรมต่างๆ ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะการพูดให้มากที่สุดเนื้อหา

เนื่องจากเป็นหลักสูตรต่อเนื่องจาก I Can Speak I ผู้เรียนจะเริ่มแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ฝึกฟังบทสนทนาของชาวต่างชาติ และให้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในสิ่งที่ได้ฟังบทสนทนานั้น ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 45 นาที นอกจากนี้ยังการสอนสำนวนที่ต้องใช้บ่อยๆ เวลาสนทนากับชาวต่างชาติ เช่น เวลาออกความคิดเห็น การแสดงความสนใจ เป็นต้น สลับกับเกมส์ภาษาอังกฤษเพื่อสร้างความรู้สึกผ่อนคลาย และได้ฝึกความคล่องแคล่วให้เพิ่มมากขึ้น


Business Conversation  

วัตถุประสงค์ Business Conversation 1

          เพื่อสร้างความมั่นใจ และพัฒนาความคล่องแคล่วในการพูด โดยเน้นให้ผู้เรียนสามารถนำภาษาอังกฤษไปใช้ในที่ทำงาน ที่มีชาวต่างชาติร่วมทำงานอยู่ได้อย่างประสบผลสำเร็จ ภายในระยะเวลาอันสั้น

วิธีการ

  1. สร้างสถานการณ์จำลองในบรรยากาศของการทำงานจริง ซึ่งจะประกอบไปด้วยกิจกรรมในห้องเรียน กรณีศึกษา การฝึกฝนบทสนทนาในส่วนของเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ การติดต่อสื่อสารทางธุรกิจที่จำเป็น
  2. เน้นและจำสำนวนภาษาอังกฤษที่ใช้บ่อยและจำเป็น เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำไปใช้พูดได้ทันที เมื่อต้องทำงานร่วมกับชาวต่างชาติ
  3. เป็นการฝึกฝนทั้งในแบบจับคู่คุยระหว่างกัน และคุยกันเป็นกลุ่ม พร้อมเกมส์ทางธุรกิจในทุกๆ บทเรียน เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนมีความมั่นใจในตัวเอง และเป็นการใช้เวลาที่ให้ประโยชน์คุ้มค่าสูงสุดสำหรับการฝึกพูด
คุณสมบัติของผู้เรียน
  1. มีพื้นฐานในการพูดสนทนาภาษาอังกฤษมาบ้างพอสมควร สามารถเล่าเรื่องราวหรือโต้ตอบบทสนทนาง่ายๆ ได้อยู่แล้ว เช่น เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตนเอง อธิบายลักษณะสิ่งต่างๆ ได้ กล่าวถึงสถานการณ์ง่ายๆ ได้ และอื่นๆ
  2. รู้ศัพท์ทั่วๆไปที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
  3. มีพื้นความรู้ด้านโครงสร้างภาษาอังกฤษ สามารถใช้ประโยคภาษาอังกฤษที่ถูกโครงสร้าง (Sentence Structure)ได้ดี


    

วัตถุประสงค์ของ Business Conversation 2

        เพื่อให้การสนทนาในที่ประชุมเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่ติดขัด และผู้พูดสามารถสื่อความได้อย่างที่ต้องการ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมท่านอื่นทราบถึงข้อเท็จจริง ความคิด ข้อเสนอ ของผู้พูด หลักสูตรนี้จะช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้วิธีในการให้ และรับความคิดเห็นในที่ประชุม ตลอดจนวิธีการแสดงออกซึ่งความคิดที่เห็นด้วย - ไม่เห็นด้วย การหาเหตุผลสนับสนุนความคิดหรือตอบข้อโต้แย้งของผู้อื่น ตลอดจนวิธีเปิดประชุม การควบคุมการประชุมต่างๆ เป็นต้น

เนื้อหาบทเรียน

  1. Giving & asking for opinions; developing an argument
  2. Agreeing & disagreeing; developing a complex argument
  3. Role play, case study & simulation
  4. Making suggestions; solving business problems
  5. Diplomatic Languages; checking understanding
  6. Role play, case study & simulation
  7. Chairing ; opening, explaining objectives; managing and controlling the discussion
  8. Solving everyday problems; allocating budget; product launching, marketing plan
  9. Role play & simulation
  10. Dealing with public relations; making financial decision, appraisal meeting
  11. Presenting in a meeting; general framework
  12. Simulation




    



I Can Speak
ต่างกับ Conversation Course อย่างไร

        Conversation เป็นการสนทนาโต้ตอบระหว่างกัน ผู้เข้าเรียนต้องมีความสามารถในการพูด เพื่อถ่ายทอดความคิดของตนเองได้รวดเร็วระดับหนึ่ง และพูดได้ถูกต้องตามโครงสร้างประโยคดีพอสมควร เนื้อหาที่สอนในแต่ละสถาบันอาจแตกต่างกันไป แต่มีวัตถุประสงค์เดียวกันคือฝึกความคล่องตัวในการพูด เป็นเวทีฝึกฝนสำหรับผู้เรียนที่มีพื้นฐานแล้วเป็นอย่างดี แต่ไม่ใช่เวทีเรียนสำหรับผู้ที่ยังพูดไม่ค่อยได้

        จะรู้ได้อย่างไรว่าควรเรียน I Can Speak หรือ Conversation Course
ผู้เรียนสามารถวัดระดับความสามารถ และความคล่องตัวในการสนทนาก่อนเลือกเข้าชั้นเรียนได้ จากข้อสอบ (Written & Oral Test) ของทางสถาบัน ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนตัดสินใจได้ว่าจำเป็นต้องเข้าเรียนหลักสูตร I Can Speak I & II ก่อนหรือไม่